กรกฎ จำเนียร : บทเรียนการสื่อสารชุมชนในภาวะวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้

ผู้เขียน : กรกฎ จำเนียร อาจารย์หลักสูตรนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช

บทคัดย่อ

การถอดบทเรียนในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนการทำงานของศูนย์ประสานงานเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช และเพื่อชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการสื่อสารในภาวะวิกฤตที่ภาคชุมชนและภาคการศึกษาได้เลือกใช้ เพื่อการช่วยเหลือและประสานงานการช่วยเหลือในสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดนครศรีธรรมราช ช่วงระหว่างวันที่ 5 – 15 มกราคม 2560 ผลจากการถอดบทเรียน พบว่าทั้งสองภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นภาคชุมชนและภาคการศึกษาได้พัฒนาตนเองจากเป็นผู้เฝ้ารอภัยพิบัติให้เข้ามาถึงและรอความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วนที่เข้ามาช่วย กลายเป็นกลุ่มผู้ติดตาม เฝ้าระวังและทำการสื่อสารในพื้นที่ให้ทุกคนได้เห็นผ่านเครื่องมือสื่อสารที่มีอยู่ ให้ทุกคนได้ทราบถึงสถานการณ์และความต้องการช่วยเหลือ ถือเป็นอีกหนึ่งมิติการสื่อสารในช่วงภาวะวิกฤตที่ทุกคนปรับตัว เรียนรู้และพัฒนาตนเองเพื่อแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนเอง

จากการที่ผู้เขียนได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับการทำงานด้านการสื่อสารภายในศูนย์ประสานงานให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ตั้งขึ้นภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ผู้เขียนได้เห็นกระบวนการการทำงานเพื่อขับเคลื่อนศูนย์ประสานงานแห่งนี้ และพยายามบันทึกไว้เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญและเป็นชุดคู่มือสำหรับการตั้งศูนย์ประสานงานในรูปแบบเดียวกับศูนย์ฯ ที่ตนเองได้ปฏิบัติงานมา เพื่อช่วยเหลือ สื่อสาร นำเรื่องราวออกสู่สังคมให้สังคมได้รับรู้ต่อไป

การก่อตั้งศูนย์ฯ

เย็นวันที่ 5 มกราคม 2560 ผู้เขียนได้รับโทรศัพท์ติดต่อผ่านการประสานงานจากคุณสมเกียรติ จันทรสีมา ผู้อำนวยการ สำนักเครือข่ายสื่อพลเมือง หัวข้อการสนทนาคือ การทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราชกับสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เพื่อสื่อสาร ถ่ายทอดเรื่องราว และประสานงานข้อมูลเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย เมื่อได้ฟังดังนั้น ผู้เขียนรับทราบและพยายามรวบรวมกำลังขึ้นเท่าที่หาได้เพราะสถานการณ์ในขณะนั้น มหาวิทยาลัยได้ดำเนินการประกาศหยุดการเรียนการสอนเป็นเวลา 1 สัปดาห์ประกอบกับสถานการณ์ในจังหวัดหลายแห่งระดับน้ำสูงขึ้นและเข้าท่วมบ้านเรือนของคณาจารย์และนักศึกษา ทำให้ไม่สามารถรวบรวมทีมได้มากกว่านี้

หลังจากนั้นในช่วงค่ำ คุณกมล บุญเมือง ได้โทรศัพท์แจ้งผู้เขียนว่า ให้เตรียมสถานที่ในการจัดตั้งศูนย์ฯ ร่วมกับไทยพีบีเอสซึ่งประสานงานผ่านคุณอานนท์ มีศรี ประธานสภาผู้ชมและผู้ฟังสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ผู้เขียนจึงได้ตัดสินใจเลือกศูนย์ปฏิบัติการสื่อชุมชน (ห้องคอมพิวเตอร์นิเทศศาสตร์) อาคาร 20 สาเหตุเพราะอุปกรณ์พื้นฐานไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ต หรือกระดานข้อมูลค่อนข้างพร้อมที่จะประสานงานข้อมูลและส่งต่อข้อมูลต่อไปได้

วันที่ 6 มกราคม 2560 ทางศูนย์ฯ จึงได้ดำเนินการขึ้น โดยมีทีมนักศึกษาช่วยงาน 4 คนและ ผศ.ดร.ลดาวัลย์ แก้วสีนวล ตรวจสอบข้อมูลและเริ่มประสานงานแจ้งสถานการณ์ภายในพื้นที่เพื่อส่งต่อข้อมูลให้ภายนอกได้รับทราบสถานการณ์เป็นระยะ รวมถึงทำงานประสานข้อมูลกับสถานีโทรทัศน์ชุมชนลิกอร์ทีวี โดยได้รายการพื้นที่ ระดับน้ำ และข้อมูลที่เรามีในวันดังกล่าว นอกจากนี้ ยังได้รับการอุปถัมภ์ช่วยเหลือจาก ดร.นพรัตน์ ชัยเรือง รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพัฒนา ในการสนับสนุนเงินทุนเพื่อดำเนินการศูนย์เป็นเงิน 1,000 บาท และสนับสนุนในการดำเนินการรับคณะทำงานนคร มีเดีย ซึ่งอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม เพื่อมาร่วมทำงานในศูนย์ฯต่อไป

ช่วงค่ำของวันดังกล่าว คณะทำงานชุดแรกจากสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ประกอบด้วย คุณสมเกียรติ จันทรสีมา, คุณโกวิทย์ บุญธรรม, คุณโกวิท โพธิสาร, และคุณเชาวน์ นาคอินทร์ ได้เดินทางมาถึงศูนย์ฯ โดยเครื่องบินต้องร่อนลงที่สนามบินท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี เพราะในเวลานั้นน้ำเข้าท่วมท่าอากาศยานนครศรีธรรมราชและต้องใช้เวลาถึง 8 วันกว่าจะเปิดใช้งานได้ปกติ หลังจากคณะทำงานชุดแรกได้มาถึง มีการพูดคุยถึงการทำงานของศูนย์ฯ และถ่ายทอดสดการทำงานในศูนย์ฯ และวางแผนการทำงานตลอดระยะเวลาการดำเนินงานภายในศูนย์ฯ

บทบาทหน้าที่และการทำงานในศูนย์ฯ

หลังจากที่ได้วางแผนการทำงานของศูนย์ฯ ภายในคืนนั้นคณะทำงานจากสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสและคณะทำงานทีมนครมีเดียมีโอกาสถ่ายทอดสดภาพในอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช บริเวณถนนพัฒนาการคูขวาง ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ชมออนไลน์ที่อยากรู้สถานการณ์ปัจจุบันในจังหวัดนครศรีธรรมราช นอกจากนี้คณะกรรมการร่วมระหว่างคณะทำงานจากสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส คณะทำงานทีมนครมีเดีย และนักศึกษาได้ดำเนินการติดตามสถานการณ์และประเมินสถานการณ์ล่าสุด ร่วมกับศูนย์ราชภัฏรวมน้ำใจเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยซึ่งตั้งอยู่บริเวณหอพักนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช โดยแบ่งพื้นที่ปัญหาออกเป็น 4 พื้นที่ประกอบด้วย

  1. บริเวณอำเภอเมืองจังหวัดนครศรีธรรมราช
  2. บริเวณอำเภอชะอวด อำเภอเชียรใหญ่ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำเภอปากพนัง
  3. อำเภอสิชล อำเภอท่าศาลา อำเภอนบพิตำ
  4. อำเภอฉวาง โดยคณะทำงานแหล่งหาข้อมูลและหมายเลขโทรศัพท์เพื่อทราบสถานการณ์และความช่วยเหลือ และจัดทำเป็นแผนที่สถานการณ์เพื่อลำดับความต้องการพื้นฐาน สถานการณ์ระดับน้ำ และความช่วยเหลือเร่งด่วน

หลังจากได้ข้อมูลพื้นฐานแล้ว ในวันที่ 6 มกราคม 2560 คณะทำงานได้ลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์โดยแบ่งทีมออกเป็น 3 สาย สายที่หนึ่งลงพื้นที่การสำรวจในพื้นที่รอยต่ออำเภอเมืองกับอำเภอท่าศาลาโดยเป็นการติดตามคณะทำงานศูนย์ราชภัฏรวมน้ำใจเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่เป็นคณะทำงานจัดทำอาหารกล่องเพื่อบรรเทาทุกข์แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม สายที่สองบริเวณอำเภอเชียรใหญ่ บริเวณตำบลแม่เจ้าอยู่หัว บ้านทุ่งขวัญแก้ว และนอกจากนี้ยังมีสายที่สามโดยเป็นคณะทำงานร่วมที่สื่อสารโดยเป็นกลุ่มพุทธอาสา วัดควนคลัง อำเภอทุ่งใหญ่ที่มีนักศึกษานิเทศศาสตร์อยู่ในกลุ่มดังกล่าว และลงพื้นที่ในอำเภอฉวาง ดำเนินการถ่ายทอดสดการดำเนินการจัดส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวและเฟซบุ๊กแฟนเพจเซาท์เทิร์นทีวี (Southern TV) ทีวีแดนใต้ ที่เป็นทีวีชุมชนออนไลน์ทดลองของหลักสูตรนิเทศศาสตร์อีกด้วย

จากการทำงานทั้งสามทีมและสื่อสารออกมาผ่านทางเฟซบุ๊กไลฟ์ของสถานีชุมชนเซาท์เทิร์นทีวี (Southern TV) ทีวีแดนใต้ โดยมีการเชื่อมสัญญาณเฟซบุ๊กไลฟ์ผ่านแฟนเพจสถานโทรทัศน์ไทยพีบีเอสในจุดที่ได้รับการช่วยเหลือที่ยังไม่ทั่วถึงและการบันทึกภาพเพื่อตัดต่อเป็นสกู๊ปข่าวและนำเสนอผ่านช่วงนักข่าวพลเมือง สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส คณะทำงานพบว่า สถานการณ์หนักกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก ปริมาณน้ำเข้าท่วมพื้นที่เป็นวงกว้างมากกว่าตอนน้ำท่วมนครฯ ปี 2554 เย็นวันนั้น จึงได้มีการพูดคุยสรุปและวางแผนในวันที่สามของการทำงาน

ผลจากการทำการสื่อสารของศูนย์ฯ คือ การทำการสื่อสารผ่านเฟซบุ๊กได้รับการตอบสนองอย่างรวดเร็ว ได้รับการสนองตอบต่อผู้ที่ต้องการช่วยเหลือ โดยมีการช่วยเหลือผ่านเข้ามาจำนวนมาก ผ่านบัญชีธนาคารของศูนย์ฯ รวมถึงการบริจาคสิ่งของเพื่อช่วยเหลือเบื้องต้น นอกจากนี้ยังได้รับการสนองตอบจากผู้ต้องการความช่วยเหลือในการส่งข้อมูลผ่านทางการสื่อสารในเฟซบุ๊ก ซึ่งผู้ต้องการความช่วยเหลือที่มีความพร้อมในการสื่อสารทางศูนย์ฯ ได้ประสานงานเพื่อให้กลุ่มคนเหล่านี้ทำการสื่อสารทั้งภาพและเสียงผ่านทางเฟซบุ๊กไลฟ์ให้ทุกคนได้เห็นถึงสภาพและสถานการณ์ในพื้นที่ เป็นข้อมูลปัจจุบันที่ทำให้ศูนย์สามารถประเมินได้ว่าสถานการณ์น้ำจะเป็นไปในทิศทางใด

ในวันที่ 7 มกราคม 2560 การทำงานเข้มข้นมากขึ้น โดยแบ่งทีมเพิ่มเติมออกเป็น 3 สายเช่นเดิม แต่มีการปรับเปลี่ยนการทำงานเพิ่มเติม โดยเปิดสายขอความช่วยเหลือผ่านทางหมายเลขโทรศัพท์เพิ่มเติม เพื่อให้การช่วยเหลือขยายวงกว้างมากขึ้น นอกจากนี้สิ่งที่คนในพื้นที่ต้องการข้อมูลอย่างมากนอกเหนือความช่วยเหลือคือ ความต้องการทราบข้อมูลเส้นทางการเดินทางเพราะตลอด 4 วันที่ผ่านมา เส้นทางเข้าสู่เมือง นครฯ เป็นอัมพาตในทุกเส้นทาง ไม่ว่าการสัญจรทางบก ผ่านทางถนนในทุกเส้นทางที่เข้าตัวเมืองนครฯ มีน้ำขัง เส้นทางรถไฟเส้นทางสายใต้ก็โดนน้ำตัดเส้นทางขาด ไม่สามารถเดินรถได้ นอกจากนี้ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราชมีน้ำท่วมขังบริเวณรันเวย์ไม่สามารถเปิดเส้นทางการบินได้เช่นกัน แต่ในช่วงสายสถานการณ์ตามเส้นทางถนนที่เข่าสู่ตัวเมืองนครฯ เริ่มคลี่คลายขึ้น รถตู้โดยสารบางเส้นทางสามารถทำการเดินรถได้ แต่จุดรับส่งหลักคือ สถานีขนส่งนครศรีธรรมราชยังคงมีน้ำขังสูงท่วมเข่าและมีคราบน้ำมันลอยส่งกลิ่นไปทั่ว ทำให้ไม่สะดวกในการรับส่งผู้โดยสาร จึงได้ย้ายจุดรับส่งมายังปากทางเข้าสถานีขนส่ง แต่มีความสับสนในเรื่องเส้นทางที่สามารถเดินรถได้ในบางเส้นทางจึงได้ทำการสื่อสารข้อมูลผ่านทางกลุ่มประเทศคอนซึ่งเป็นส่วนรวมข้อมูลต่างๆ ภายในจังหวัดนครศรีธรรมราช นอกจากนี้ยังได้ทำการสื่อสารสถานการณ์น้ำในบริเวณสถานีขนส่งผ่านทางแฟนเพจเซาท์เทิร์นทีวี (Southern TV) ทีวีแดนใต้

นอกจากนี้คณะทำงานลงพื้นที่สื่อสารสถานการณ์ใน ตำบลเคร็ง อำเภอชะอวด และตำบลแม่เจ้าอยู่หัว อำเภอเชียรใหญ่ สถานการณ์ยังคงน่าเป็นห่วงเพราะปริมาณน้ำจากอำเภอชะอวดเริ่มเคลื่อนที่ไปอำเภอเชียรใหญ่ และค่อยๆ ไปที่อำเภอปากพนัง ข้อมูลการเคลื่อนที่ทางศูนย์ฯ ได้รับข้อมูลจากคนในพื้นที่ในแต่ละจุดที่แจ้งสภาพน้ำและระดับน้ำที่ค่อยๆ เพิ่มระดับ รวมถึงส่งข้อมูลพื้นที่ที่คาดว่าน่าจะได้รับการช่วยเหลือในวันต่อๆ ไปให้กับเครือข่ายจากจังหวัดพังงาที่มีแผนแจกจ่ายสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในวันรุ่งขึ้น

การทำงานสื่อสารจากสองพื้นที่ดังกล่าวทำการสื่อสารผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์โดยเชื่อมสัญญาณภาพสู่การแพร่ภาพสดรายการเกาะติดสถานการณ์น้ำท่วมทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส พร้อมๆ กับติดตามสถานการณ์ของเครือข่ายในพื้นที่ปากพนังอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้วันต่อๆ มาเป็นการทำงานด้านการประสานงานเพื่อกำหนดพื้นที่ในการจัดส่งสิ่งของเสียส่วนใหญ่ เพราะสถานการณ์ทรงตัวและค่อยๆ คลี่คลาย ดังนั้นทิศทางการสื่อสารของศูนย์ฯ จึงเป็นทิศทางการติดตามลงพื้นที่ช่วยเหลือและคิดประเด็นในเรื่องของการฟื้นฟู สภาพปัญหาที่ต้องแก้ไขรวมถึงติดตามและสอบถามข้อมูลของคนในพื้นที่ที่ได้ประสบอุทกภัยในครั้งนี้ว่ามีการแก้ไขปัญหาด้วยตนเองได้อย่างไร

ณ ปัจจุบัน วันที่ 15 มกราคม 2560 รวมระยะเวลาในการดำเนินงาน 10 วัน การประสานของคณะทำงานภายในศูนย์ฯ ยังคงประสานงานร่วมและดำเนินการอยู่ โดยได้ตระเตรียมแผนงานเพื่อรับมือสถานการณ์ในวันที่ 16 มกราคมที่ได้รับข้อมูลว่าจะมีกลุ่มฝนขึ้นฝั่งบริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออก โดยได้แบ่งหน้าที่ออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนประสานงานและส่วนลงพื้นที่ รวมถึงมีการวางแผนหากเกิดเหตุไฟฟ้าดับว่าจะมีช่องทางใดที่จะสื่อสารออกไปให้นอกพื้นที่ได้ทราบสถานการณ์และช่วยเหลือได้ทันท่วงที

บทเรียนการสื่อสาร

ตลอด 10 วันของการก่อตั้งศูนย์ฯ การสังเกตการณ์พบมุมมองแนวคิดการสื่อสารรูปแบบใหม่ที่ส่งสัญญาณต่อระบบงานในแต่ละภาคส่วน โดยขอแบ่งการเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ภาคชุมชนและภาคสถานศึกษา ดังนี้

1) ภาคชุมชน จากการสื่อสารผ่านสถานการณ์ที่เกิดขึ้น อุทกภัยในครั้งนี้เกิดขึ้น 2 ระลอก ยังผลให้ภาคชุมชนได้รับผลกระทบมากที่สุดและยาวนานที่สุด แต่ทั้ง 2 ระลอกที่ผ่านมา ภาคชุมชนกลับมีสิทธิในการับรู้ข้อมูลและการเตรียมตัวในการรับสถานการณ์น้อยที่สุด ถือเป็นเรื่องปกติหรือไม่ที่ภาคชุมชนที่ไม่เคยได้รับสิทธิดังกล่าว เหตุการณ์ที่เห็นได้ชัดคือ กรณีเขื่อนมีรอยรั่วที่ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เช่นเดียวกับใน จ. นครศรีธรรมราช ที่ภาคชุมชนไม่เคยได้รับคำเตือนที่ชัดเจนที่สามารถสื่อความหมายได้ในระดับชุมชน มีเพียงข้อมูลพยากรณ์อากาศที่ระบุเปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ฝน ทำให้หลายภาคชุมชนหลายแห่งเริ่มเรียนรู้ในการพึ่งพาตนเอง สืบค้นข้อมูลเอง ติดตามข่าวสารเอง รวมถึงเฝ้าระวังภัยในพื้นที่ของตนเอง

หลังจากที่เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบเทคโนโลยีการสื่อสาร โดยการถือกำเนิดขึ้นของสื่อสังคมออนไลน์และการพัฒนาเว็บไซต์แหล่งข้อมูลพยากรณ์ที่มีตัวเลือกมากขึ้น รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้มีขนาดเล็กลง พกพาง่ายและมีประสิทธิภาพในราคาที่ไม่สูงมากอย่างสมาร์ทโฟน ทำให้ภาคชุมชนพัฒนาตนเองจากการเป็นเพียงผู้ได้รับผลกระทบ กลายเป็นผู้เฝ้าระวังภัย ผู้แจ้งเตือนสถานการณ์ ผู้รายงานสถานการณ์ ผู้เฝ้าการติดตามการทำงานของรัฐและผู้บันทึกเรื่องราวเหตุการณ์ครั้งสำคัญในสถานการณ์ครั้งนี้ ผ่านการผลิตคลิปวีดิโอและการไลฟ์สดผ่านสื่อสังคมออนไลน์

จากการพัฒนาตนเองดังกล่าวสอดรับกับการทำงานเพื่อสื่อสารสถานการณ์ของศูนย์ฯ ตลอด 10 วันที่ผ่านมาศูนย์ได้ทำงานประสานงานกับภาคชุมชนหลากหลายเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นชมรมพุทธอาสา วัดควนคลัง อำเภอทุ่งใหญ่, อาร์ม เด็กหนุ่มในเขตพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมระดับอก ตำบลเสม็ดเอน อำเภอปากพนัง โดยทั้งสองภาคชุมชนนี้ได้ดำเนินการแพร่ภาพสดผ่านเฟซบุ๊กอยู่เป็นระยะๆ โดยบางครั้งมีการเชื่อมสัญญาณแพร่ภาพผ่านสถานีสื่อส่วนกลางอย่างสถานีโทรทัศน์ไทยบีพีเอสให้ทราบถึงสถานการณ์ และความต้องการช่วยเหลือ

นอกจากนี้ภาคชุมชนได้ทำงานเชื่อมโยงกับภาคการศึกษา โดยใช้ช่องทางสื่อออนไลน์ในการสอบถามข้อมูลผ่านทางศูนย์ฯ เพื่อชี้จุดในการจัดส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ ภาคชุมชนดังกล่าวคือ ประชาชนชาวพังงา ร่วมกับ เครือข่ายกู้ภัย จ.พังงา และสถานีโทรทัศน์ชุมชนทีวีอันดามันมั่นคง ที่ทำงานสอดประสานกับทางมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราชที่เป็นศูนย์ฯ ในการให้ความช่วยเหลือ

หลังจากเหตุการณ์สถานการณ์นี้ ผู้เขียนเห็นว่า ภาคชุมชนเริ่มขยับเขยื้อนครั้งสำคัญในการลุกขึ้นมาเป็นผู้ให้ข้อมูลเสียเอง โดยดำเนินการหาข้อมูลเอง เรียนรู้เองและย่อยข้อมูลให้เข้าใจง่ายให้คนในชุมชนได้รับรู้และตื่นตัวกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า

2) ภาคสถานศึกษา สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ส่งผลให้ภาคการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราชได้พัฒนานักศึกษาทั้งทางตรงและทางอ้อมผ่านการทำงานในศูนย์ฯ การพัฒนาทางตรงคือ ประสบการณ์ในการทำงานในสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ นักศึกษาหลายคนขันอาสาที่จะสื่อสารสถานการณ์ผ่านทางเฟซบุ๊ก และการแพร่ภาพสดในเฟซบุ๊ก นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้เทคนิคการทำข่าว การพูดในขณะทำงานไลฟ์สดเพื่อสร้างความสนใจ การตัดต่อ การคิดประเด็น การฝึกประสานงาน การสืบค้นข้อมูล การประมวลสถานการณ์ผ่านคณะทำงานจากสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสที่ทำงานสอดประสานได้เป็นอย่างดี รวมถึงการแสดงให้เห็นถึงมาตรฐานการเรียนการสอนของหลักสูตรนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ที่สามารถพัฒนานักศึกษาให้สามารถทำงานร่วมกับคนสื่อมืออาชีพได้ ถือเป็นประสบการณ์การเรียนรู้การทำสื่อในสถานการณ์อุทกภัยที่ไม่สามารถอธิบายและสร้างสถานการณ์จำลองได้ภายในชั้นเรียน

การเรียนรู้ทางอ้อมของนักศึกษาคือ การได้รู้จักชุมชนที่ตนเองอยู่ เรียนรู้ที่จะห่วงแหนท้องถิ่นที่อยู่ผ่านการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ก่อให้เกิดความรักในท้องถิ่น อยากทำประโยชน์ให้กับชุมชนให้มากขึ้นกว่าเดิม อันจะเห็นได้จากการอาสามาช่วยงานในศูนย์ฯ ตลอด 10 วันที่ผ่านมา รวมถึงการอาสาเป็นคนนำทางขบวนรถช่วยเหลือผู้ประสบภัยซึ่งเดินทางมาจาก จ.พังงา และทำการประสานงานกับคนในพื้นที่อย่างลงตัว นอกจากนี้คือ การได้เรียนรู้ท้องถิ่นอื่นที่ตนเองได้ไม่เคยเดินทางไป แม้ว่านักศึกษาจะเป็นคนนครศรีธรรมราช แต่จังหวัดแห่งนี้ประกอบด้วยอำเภอถึง 23 อำเภอ และได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมหลายสิบอำเภอ ทำให้นักศึกษาต้องลงพื้นที่ทำการสื่อสารและช่วยเหลือผู้ประสบภัยในอำเภอต่างๆ

สำหรับปัญหาสำหรับการสื่อสารในสถานการณ์นี้ คือ การสับสนและการเข้าถึงข้อมูลภาครัฐเพื่อประเมินสถานการณ์ เพราะวันแรกของการทำงานของศูนย์ฯ คณะทำงานไม่สามารถติดต่อหน่วยงานรัฐที่ดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ แม้กระทั่งการติดต่อผ่านทางโทรศัพท์ รวมถึงหน่วยงานที่เป็นหน่วยงานหลักในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารภายในจังหวัดไม่มีการขยับเขยื้อนเท่าที่ควร รวมถึงยังให้ข้อมูลที่บิดเบือนอีกด้วย ทำให้ไม่สามารถยืนยันข้อมูลจากภาครัฐว่าจะยืนยันได้หรือไม่ จึงใช้การหาข้อมูลจากคนในพื้นที่เพื่อประเมินสถานการณ์แทน

นอกจากนี้สภาพอากาศมีผลต่อการทำงานด้วยเช่นกัน เพราะในวันแรกขอศูนย์ฯ กระแสไฟฟ้าดับประมาณ 1 ชั่วโมง ซึ่งไฟฟ้าดับการทำงานจะยากเพิ่มไปอีกเท่าตัว เพราะเราไม่สามารถสื่อสารและสืบค้นข้อมูลเพื่อหาสถานการณ์ปัจจุบัน ดังนั้นการเตรียมตัวเพื่อรับสถานการณ์ที่จะมาถึงในครั้งหน้า คณะทำงานได้ดำเนินการวางแผนการสื่อสารเพิ่มอีกระดับขึ้นในการรับสถานการณ์ดังกล่าว โดยต้องให้คณะทำงานในวิทยุสื่อสารสมัครเล่นในการค้นและส่งผ่านข้อมูล เพื่อสื่อสารในสถานการณ์วิกฤตดังกล่าว

การเตรียมความพร้อมสำหรับสำหรับการสื่อสารในภาวะวิกฤตครั้งต่อไป คณะทำงานมีการตระเตรียมและพูดคุยสถานการณ์ปัจจุบันอยู่เสมอผ่านการสื่อสารในเฟซบุ๊ก นอกจากนี้ยังซักซ้อมกระบวนการทำงาน กระบวนการค้นหาข้อมูลอยู่เสมอผ่านการสอนในรายวิชาที่ผู้เขียนสอนเพื่อขยายคณะทำงานให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นและเข้มแข็งขึ้น นอกจากนี้ยังประสานกับทางภาคชุมชนอยู่เสมอในการที่จะร่วมคิดร่วมทำเพื่อเตรียมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมในครั้งต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น